โครงการจับล็อตโต้เพื่อแจก "ใบเขียว" ให้กับชาวต่างชาติสำหรับโค้วต้าปี 2012 ได้เปิดรับสมัครแล้วตั้งแต่วันที่ 5 ตุลาคม เรื่อยไปจนถึงวันที่ 3 พฤศจิกายน 2010 เวลาเที่ยงคืน (EST, GMT -4) เป็นเวลาที่อเมริกานะคะ !! เอ!!! รู้สึกว่าปีนี้จะร่นระยะเวลาเข้ามาเดือนนึงนะ เพราะทุกครั้งที่ผ่านมา จะเปิดรับสมัคร 2 เดือน ฉะนั้น..รีบสมัครกันหน่อยนะคะ เดี๋ยวจะไม่ทันการ
โครงการแจกใบเขียวให้กับชาวต่างชาติ เพื่อเดินทางมาเป็นพลเมืองอเมริกันโดยถูกต้องตามกฎหมายสำหรับโค้วต้าปี 2012 ซึ่งจะยินยอมให้ชาวต่างชาติเข้ามารับใบเขียวที่จะคัดเลือกจากผู้สมัครเป็นจำนวน 55,000 คน ทั่วโลก ยกเว้น พลเมือง ที่มีสัญชาติแคนนาดา, บราซิล, จีน (เกิดในแผ่นดินใหญ่) โคลัมเบีย โดมินิกัน รีพับลิก อีคัลดอร์ แอลซาลวาดอ กัวเตมาลา ไฮติ อินเดีย จาไมก้า เม็กซิโก ปากีสถาน ฟิลลิปปินส์ เปรู โปแลนด์ เกาหลีใต้ อังกฤษ และเวียตนาม - -ไม่เข้าข่ายในโครงการแจกล็อตโต้ เนื่องจากมีพลเมืองในประเทศเหล่านี้ได้รับใบเขียวเข้า มาอยู่ในสหรัฐฯ มากกว่า 50,000 คน ในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา
ส่วนประชาชนจีนที่เกิดในเกาะไต้หวัน มาเก๊าและฮ่องกง ยังมีสิทธิที่จะสมัครขอคัดเลือกจากโครงการล็อตโต้ใบเขียว ยกเว้นคนจีนที่เกิดในประเทศจีน
สมัครได้ที่ http://www.dvlottery.state.gov/ โดยการกรอกใบสมัครทางอินเตอร์เน็ตอย่างเดียว ไม่รับใบสมัครทางไปรษณีย์ จนถึงวันสุดท้ายที่ 3 พฤศจิกายน 2010 เวลาเที่ยงคืน (EST, GMT -4)
นอกจากนี้ทางรัฐบาลสหรัฐฯ ได้ประกาศให้ประชาชนทั่วไปที่สนใจจะส่งใบสมัครมาร่วมโครงการล็อตโต้ใบเขียวนี้ ให้ ระมัดระวังเว๊บไซท์ที่จัดทำให้ดูคล้ายกับเว๊บไซท์ของรัฐบาลสหรัฐฯ และเรียกเก็บค่าสมัคร ซึ่งปกติแล้วไม่เสียค่าสมัครแต่อย่างใด
ข้อมูลที่จะกรอกในแบบฟอร์ม ได้แก่
1. ชื่อ - นามสกุล (คนไทยไม่มีชื่อกลาง)
2. วันเกิด
3. เพศ หญิง / ชาย
4. จังหวัดที่เกิด
5. ประเทศที่เกิด
6. ประเทศนั้นมีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการหรือไม่ (ถ้าคุณเกิดในประเทศไทย ตอบ yes)
7. โพสต์รูปถ่าย (ขนาด 600 x 600 pixel) หน้าตรง ถ่ายเห็นไหล่ พื้นหลังสีขาวเรียบ และถ่ายไม่เกิน 6 เดือน สามารถใช้รูปถ่ายที่ถ่ายจากกล้องดิจิตอล หรือเครื่องสแกนได้ , เช็ครูปถ่ายก่อนโพสต์ได้ที่ http://www.dvlottery.state.gov/photo.aspx
8. ที่อยู่ที่สำหรับส่งเอกสาร (กรณีที่คุณเป็นผู้โชคดี จะได้รับแจ้งทางไปรษณีย์ตามที่อยู่นี้)
9. ประเทศที่อยู่ในปัจจุบัน
10. หมายเลขโทรศัพท์ (กรอกหรือไม่ก็ได้)
11. อีเมล
12. ระดับการศึกษาสูงสุด
13. สถานภาพสมรส
14. จำนวนบุตร (ถ้าไม่มี เว้นไว้ก็ได้)
ถ้ามีบุตร หน้าต่อไปจะเป็นข้อมูลของบุตร และคู่สมรส
เมื่อกรอกข้อมูลแล้ว คลิกที่ continue ระบบจะแสดงข้อมูลที่คุณกรอก ถ้าคุณต้องการแก้ไข ห้าม กด backข้างบนหน้าจอเพื่อกลับไปหน้าเดิม แต่ให้ใช้คำสั่งข้างล่าง ตรงแบบฟอร์มเพื่อแก้ไข, ถ้าข้อมูลถูกต้อง ให้ทำตามขั้นตอน จนกระทั่งเห็นใบตอบรับว่าระบบได้รับข้อมูลของคุณแล้ว คุณจะได้รับหมายเลขยืนยัน ให้พิมพ์เอกสารหน้านี้เก็บไว้ตรวจสอบตอนประกาศผล
ถ้าพร้อมแล้ว คลิก เพื่อกรอกข้อมูลได้เลยค่ะ
ต้องการตรวจผลผู้โชคดี สำหรับ DV 2011 คลิก
ขอให้คุณเป็นหนึ่งในจำนวนผู้โชคดีนะคะ
18.11.08
IMMEGRATION (2)
อิมมิเกรชั่นรู้ได้อย่างไรว่าคุณอยู่เถื่อน
ถ้าคุณอยู่ในอเมริกาอย่างผิดกฎหมาย คือวีซ่าขาดแล้ว คุณห้ามเดินทางออกนอกประเทศ จนกระทั่งได้ใบเขียวอยู่ในมือ เวลาเดินทางคุณต้องใช้พาสปอร์ตไทยเดินทาง พาสปอร์ตไทยต้องมีอายุเหลืออย่างน้อยเกิน 6 เดือน ถ้าคุณที่มีพาสปอร์ตขาดแล้วขอให้ติดต่อสถานกงสุลไทยในอเมริกาและทำพาสปอร์ตแต่เนิ่นๆเพราะตอนนี้พาสปอร์ตรุ่นใหม่เป็นอีพาสปอร์ต และต้องส่งกลับไปทำที่เมืองไทยจึงใช้เวลาหลายสัปดาห์ เมื่อคุณถือใบเขียว คุณไม่ต้องมีวีซ่าเข้าอเมริกาอีกต่อไป ใบเขียวคือวีซ่าถาวร ใช้แสดงแทนวีซ่าเมื่อเดินทางเข้าอเมริกา
มีหลายวิธีที่อิมมิเกรชั่นรู้ว่าคุณอยู่เถื่อนและเป็นผลให้คุณอาจถูกตามจับช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับความร้ายแรงของการทำผิด ดังนี้
ผู้ถือวีซ่าท่องเที่ยว เมื่อคุณเดินทางกลับเจ้าหน้าที่สายการบินจะดึงบัตรขาเข้าออกจากพาสปอร์ตคุณและแจ้งไปที่อิมมิเกรชั่น ถ้าเจ้าหน้าที่ไม่มีบันทึกนี้ ก็จะสันนิษฐานก่อนเลยว่าคุณอยู่เกิน กรณีนี้ปัญหาน้อยเพราะคนที่ถือวีซ่าท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวอเมริกาปีละหลายล้านคน ไม่ค่อยจะมีเจ้าหน้าที่สนใจมาตามจับเรื่องนี้ นอกจากถ้ามีบางอย่างไปกระตุ้นให้เขาเพ่งเล็งเช่น คุณไปทำเรื่องขออยู่เที่ยวต่อ เรื่องถูกปฏิเสธ ทางอิมมิเกรชั่นจะมีเร็คคอร์ดว่าบัตรขาเข้าของคุณขาด และเพ่งเล็งว่าคุณเดินทางออกนอกประเทศหรือไม่ และอีกกรณีหนึ่งที่คาดไม่ถึง คือครอบครัว ลูก คู่สมรส ในเมืองไทยไปขอวีซ่าท่องเที่ยว ทางสถานทูตเช็คนามสกุลตรงกันรู้ว่า เคยออกวีซ่าท่องเที่ยวให้คุณและคุณเดินทางเข้าอเมริกาแต่ไม่มีเร็คคอร์ดเดินทางออก ทางสถานทูตอาจแจ้งไปทางอิมมิเกรชั่น
ผู้ถือวีซ่านักเรียน ตั้งแต่ 1 สิงหาคม 2003 ระบบ SEVIS เข้าที่ คือทางโรงเรียนที่ออก I-20 ให้นักเรียนต่างชาติต้องแจ้งเข้าไปที่อิมมิเกรชั่นถ้าคุณย้ายโรงเรียน ย้ายที่อยู่ ไม่ไปเรียน ไม่ลงทะเบียนเรียนตอนเปิดเทอม เป็นต้น ทางอิมมิเกรชั่นจะสันนิษฐานว่าคุณอยู่เถื่อน
โรบินฮู้ดแต่งงานยื่นเรื่องไม่ผ่าน เมื่อคุณยื่นเรื่องขอใบเขียวแต่งงานและเรื่องไม่ผ่าน ทางอิมมิเกรชั่นจะให้จดหมายคุณสั่งให้คุณเดินทางออกนอกประเทศ ถ้าคุณไม่ออก โอกาสที่เจ้าหน้าที่ตามจับสูงหรืออีกกรณีที่คุณเคยทำผิดกฎหมายอิมมิเกรชั่นแบบร้ายแรงมาก่อน หรือเคยถูกขับไล่มาก่อน เมื่อคุณยื่นเรื่องขอใบเขียว หลังคุณพิมพ์นิ้วมือ เจ้าหน้าที่จะรู้ว่าคุณมีประวัติเขาจะมาตามจับขณะยื่นเรื่อง (เพียงอยู่เถื่อนวีซ่าขาด จะไม่ถูกจับ)
มีคนไปแจ้ง ถ้ามีคนไปแจ้งอิมมิเกรชั่นว่าคุณอยู่เถื่อนหรือเคยทำผิดกฎอิมมิเกรชั่น ที่เห็นๆส่วนมากก็จะเป็นคนใกล้ชิด เช่น นายจ้าง เพื่อนร่วมงาน พาร์ทเน่อร์ธุรกิจ คนที่คุณขัดผลประโยชน์เขา คนที่คุณแต่งงานด้วย แฟนเก่า เป็นต้น (โถ! คนไทยด้วยกัน)
กระบวนการทางกฏหมาย
ตามสิทธิรัฐธรรมนูญภายใต้ บิล อ๊อฟ ไรท์ส (Bill of Rights) สิทธิเบื้องต้นใน 10 อเม็นด์เม๊นท์แรก ซึงคุ้มครองทุกคนที่อยู่ในอเมริกาไม่ว่าจะอยู่เถื่อนหรือไม่ ระบุว่าก่อนที่คุณจะถูกจับ คุณจะต้องได้รับโนติสก่อน คือแจ้งข้อกล่าวหา มีเวลาตอบหมายศาล มีทนาย และสามารถสู้คดีได้ เป็นต้น ซึ่งเมื่อก่อนนี้ เมื่อทางที่อิมมิเกรชั่นพยายามเสริฟโนติสหรือหมายศาลให้โรบินฮู้ด โรบินฮู้ดหนี อยู่ไม่เป็นที่ทาง ไม่สามารถหาตัวเสริฟโนติสโรบินฮู้ดได้ เมื่อโรบินฮู้ดขึ้นสาล ทนายจะสามารถอ้างละเมิดสิทธิเสมอ แต่ตั้งแต่หลังปี 2003 ทางอิมมิเกรชั่นรื้อฟื้นกฎที่ว่าคนต่างชาติทุกคน ที่เข้ามาในประเทศและอยู่เกิน 30 วัน ต้องแจ้งย้ายที่อยู่ไปที่อิมมิเกรชั่นภายใน 10 วันนับจากวันย้ายที่อยู่โดยกรอกฟอร์ม AR 11 ส่งไป ถ้าไม่แจ้งให้ถือว่ามีความผิด และข้อสำคัญคือ ทางอิมมิเกรชั่นจะถือที่อยู่ที่เขามีในเร็คคอร์ดเป็นที่อยู่ล่าสุดของคุณที่ทางอิมมิเกรชั่นใช้ติดต่อคุณ ฉะนั้นถ้าทางอิมมิเกรชั่นเสริฟโนติสคุณตามที่อยู่ล่าสุด และคุณไม่ได้รับโนติสนั้นเพราะหนีไปแล้วหรือ ??? ไม่สำคัญ เพราะถือว่าทางรัฐบาลได้ปฏิบัติตามกระบวนการทางกฎหมายแล้ว และไม่ได้ละเมิดสิทธิรัฐธรรมนูญของคุณ ฉะนั้นเมื่อเขาตามถึงตัวคุณได้ เขาจะสามารถจับตัวคุณและเนรเทศคุณได้เลย
เมื่ออิมมิเกรชั่นมาเคาะประตูบ้าน
เมื่อเจ้าหน้าที่อิมมิเกรชั่นนมาจับคุณถึงบ้าน และสิทธิรัฐธรรมนูญของคุณและคนอื่นที่อยู่ในบ้าน เพื่อช่วยไม่ให้คุณพูดมากไป หรือตอบคำถามในสิ่งที่ไม่ควรตอบ หรืออนุญาตให้เขาเข้าบ้านเป็นผลให้คนอื่นถูกจับไปด้วย ดังนี้
Search and Seizure Rights
ตามสิทธิรัฐธรรมนูญอเม็นด์เม๊นท์ข้อ 4 ห้ามเจ้าหน้าที่ค้น อายัด โดยไม่มีหมายค้นหรือข้อสงสัยพอเพียง เมื่อเจ้าหน้าที่มาถึงบ้านคุณ บ้านถือเป็นสถานที่ ที่มีไปรเวซี่สูงสุด เจ้าหน้าที่จะยืนอยู่แค่หน้าประตูบ้าน และถามหาคนที่เขามาจับ เจ้าหน้าที่ไม่มีสิทธิเข้าบ้านคุณได้นอกจากคุณจะอนุญาต เขาอาจขอเข้าไปข้างใน คุณบอกปฎิเสธได้ ไม่ต้องกลัว ถามเขาว่ามีหมายค้น “เซิร์ช วอแรนท์” (search warrant)ไหม เขาอาจตอบว่าไม่มี แต่เขากลับไปเอาได้ บอกเขาให้กลับไปเอา เขาจะเข้าไปไม่ได้ เจ้าหน้าที่อาจมองเข้าไปในบ้านคุณขณะคุณยืนแง้มประตู และเห็นสิ่งที่น่าสงสัยเช่น เขาถามคุณว่าอยู่กันกี่คน คุณบอกอยู่คนเดียว แต่เขาเห็นที่นอน หมอน เสื้อผ้าวางเต็มห้องรับแขก เป็นต้น เขาถามมากขึ้นๆจนคุณยอมรับ ก็จะเป็นปัญหาอีก หรือคุณอาจจมีชื่อโรบินฮู้ดคนอื่นๆ ที่อยู่ในบ้านคุณแปะติดอยู่ตรงตู้จดหมายนอกอพาร์ทเม๊นท์ เจ้าหน้าที่เห็นชื่อที่ตู้จดหมาย ได้เช็คประวัติเรียบร้อยก่อนมาเคาะประตูบ้าน เก๊าะจะแจ๊กพ็อตอีก
ถ้าคุณอนุญาตให้เจ้าหน้าที่เข้าบ้านคุณ เขาสามารถเช็คผิวเผินได้และเดินเข้าได้ทุกห้อง และถ้าคุณมีคนอื่นหรือโรบินฮู้ดคนอื่นอาศัยอยู่ในบ้านคุณ เขาสามารถถามข้อมูล ขอเช็คไอดี (I.D. Identification) เช็คสถานภาพได้ และถ้าผู้นั้นอยู่เถื่อน เขาสามารถจับตัวไปได้ ฉะนั้นมาจับคนเดียวแต่ได้หลายคน เป็นต้น
Rights against Self Incrimination
ตามสิทธิรัฐธรรมนูญอเม็นด์เม๊นท์ข้อ 5 คุณมีสิทธิที่จะไม่ตอบคำถามที่จะเป็นปรปักษ์ต่อตนเอง โดยทั่วไปเจ้าหน้าที่สามารถถามคำถามทั่วๆไปคุณได้ โดยไม่ต้องเตือนคุณว่าไม่ต้องตอบ ขอให้คุณตอบน้อยที่สุด คือถามคำ ตอบคำ ไม่ต้องรับอาสาตอบ หรืออธิบายมาก แต่ถ้าคุณไม่ต้องการตอบหรือคิดว่าถ้าตอบแล้วจะเป็นภัยต่อตัว คุณมีสิทธิปฏิเสธไม่ตอบได้ คุณบอกเขาว่าคุณต้องการถามทนายก่อนตอบ หรือถ้าคุณไม่เข้าใจคำถาม คุณบอกเขาว่าคุณไม่เข้าใจให้หาคนแปลมา กรณีนี้ระวังหน่อย เพราะเจ้าหน้าที่อาจถามต่อว่ามีใครอยู่ในบ้านที่รู้ภาษาและแปลได้ไหม (ซึ่งถ้ามีและคนนั้นเป็นโรบินฮู้ด ก็แจ๊กพ็อตอีก) ฉะนั้น คุณต้องสำรวจสถานการของคุณเอง แต่ละเวลาแต่ละสถานการณ์จะต่างกัน ขอให้คุณระวังคำพูด
เหตุการณ์ที่หนึ่งเจ้าหน้าที่อิมมิเกรชั่นมาเคาะประตูอพาร์ทเม๊นท์ คนในบ้านผู้ชายเปิดรับ เจ้าหน้าที่ถามหาผู้หญิงซึ่งเคยอยู่ที่นั่นมาก่อนและได้ย้ายออกไปแล้ว ผู้ชายตอบว่าไม่มีคนชื่อนี้อยู่ เจ้าหน้าที่ขอเช็คพาสปอร์ตและ I-20 ของผู้ชายปรากฎว่าระหว่างเช็ค ได้ยินเสียงรูมเม็ทผู้หญิงอาบน้ำอยู่ข้างในอพาร์ทเม๊นท์ เจ้าหน้าที่จึงถือโอกาสเข้าไปในอพาร์ทเม๊นท์และเคาะประตูห้องน้ำเรียกให้ผู้หญิงออกมา เจ้าหน้าที่สามารถทำอย่างนั้นได้ เพราะเขาอาจตั้งข้อสงสัยได้ว่า ผู้หญิงที่เขามาตามตัวอาจเป็นรูมเมทหลบซ่อนอยู่ในห้องน้ำ หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ขอเช็คพาสปอร์ต วีซ่าและสถานภาพ ซึ่งในเหตุดารณ์นี้ทั้งสองเป็นนักเรียนอยู่อย่างถูกต้องและวีซ่าไม่ขาด แต่เจ้าหน้าที่ไม่หยุดตรงนั้น ได้ไต่สวนและถามต่อว่า ทั้งสองทำงานหรือเปล่า ทันทีที่ยอมรับว่าทำงาน ซึ่งผิดกฎวีซ่านักเรียน ทั้งสองถูกจับและต้องไปขึ้นศาลภายหลังวิธีปกป้องเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นได้ง่าย โดยเฉพาะคนไทยที่เพิ่งมาอยู่อเมริกา ยังไม่มีเครดิตและไม่สามารถเช่าอพาร์ทเม๊นท์ได้ด้วยตนเอง หรือบางทีต้องแชร์กับรูมเมทคนอื่น หลายคนก็อาจเช่าช่วงต่อจากคนไทยคนอื่นที่ย้ายออกไปแล้ว ถ้าอิมมิเกรชั่นมาจับคนที่เคยอยู่ที่บ้าน คนที่อยู่ปัจจุบันก็จะโดนร่างแหไปด้วย
วิธีปกป้อง คือพยายามอย่าเช่าช่วงบ้านหรืออพาร์ทเม๊นท์ต่อจากคนอื่น พยายามเช่าที่อยู่ด้วยตนเอง ถ้าคุณไม่มีเครดิต คุณยังเช่าได้โดยอาจต้องวางมัดจำสองเดือนแทนที่จะเป็น 1 เดือน และบอกเจ้าของบ้านว่าถ้าคุณจ่ายตรงเวลา 6 เดือนแรก คูณขอมัดจำที่วางเกิน 1 เดือนคืน เป็นต้น โดยเฉพาะช่วงนี้เป็นช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ คุณสามารถต่อรองกับเจ้าของอพาร์ทเม๊นท์ตอนเช่าบ้านได้
เหตุการณ์ที่สองลูกเพื่อนจะมาเรียนหนังสือในเมกา ขอยืมใช้ที่อยู่คุณในเมกากรอกตอนยื่นเรื่องขอวีซ่านักเรียน หลังได้วีซ่าเด็กมาเมกาพักบ้านคุณได้ 1 เดือนและย้ายออกไปอยู่ไหนไม่ทราบ ต่อมาอีก 1-2 ปีต่อมา คุณมีน้องมาวีซ่าท่องเที่ยวจากเมืองไทยมาช่วยทำงานในร้านอาหาร น้องปล่อยให้วีซ่าขาดเป็นพ่อครัวอยู่ร้านอาหาร วันหนึ่งเจ้าหน้าที่อิมมิเกรชั่นมาเคาะประตูตามจับเด็กลูกเพื่อน เพราะเด็กไม่ไปเรียนหนังสือ น้องชายเปิดประตูบาน เลยแจ๊คพ็อท ถูกเจ้าหน้าที่ขอเช็คพาสปอร์ตและวีซ่า ซึ่งขาดเรียบร้อยแล้ว เลยถูกส่งกลับ วิธีปกป้องเหตุการณ์เกิดขึ้นเนื่องจากปัจจุบัน ผู้ถือวีซ่านักเรียน ถ้าขาดเรียนเพียงหนึ่งเทอม ทางโรงเรียนจะแจ้งไปที่อิมมิเกรชั่น อิมมิเกรชั่นจะตามจับโดยไปหาตัวตามที่อยู่ล่าสุดที่เขามี ในที่นี้อาจเป็นที่อยู่ที่เด็กกรอกตอนขอวีซ่าหรือที่อยู่ที่เด็กแจ้งในใบสมัครเข้าเรียน ถ้าเด็กไม่เคยแจ้งย้ายที่อยู่ทางอิมมิเกรชั่นจะตามไปตามที่อยู่ที่เขามี ตั้งแต่หลังเหตุการณ์ 9/11 ปี 2001 กฎหมายอิมมิเกรชั่นเข้มงวดมากขึ้น โรงเรียนที่ได้อนุมัติให้ออก I-20 ได้ตกอยู่ภายใต้ระบบ SEVIS คือมีหน้าที่ต้องแจ้งอิมมิเกรชั่นทุกครั้งที่ผู้เด็กมีการเปลี่ยนแปลง เช่น ย้ายโรงเรียน ย้ายที่อยู่ เด็กทำงาน หรือไม่มาเรียนหนังสือ เป็นต้น คุณสามารถปกป้องได้คือ ในกรณีนี้ตอนลูกเพื่อนย้ายออกจากบ้านคุณ คุณต้องให้เขากรอกฟอร์ม AR-11 แจ้งย้ายที่อยู่ไปที่อิมมิเกรชั่น ตามกฎคนต่างชาติทุกคนที่ไม่ได้เป็นซิติเซ่นต้องแจ้งย้ายที่อยู่ไปที่อิมมิเกรชั่นภายใน 10 วัน คุณสามารถดึงฟอร์ม AR-11 จาก http://www.uscis.gov/ และในอนาคตอย่าให้คนอื่นยืมที่อยู่คุณไปใช้ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ
source : www.rujirat.com
ถ้าคุณอยู่ในอเมริกาอย่างผิดกฎหมาย คือวีซ่าขาดแล้ว คุณห้ามเดินทางออกนอกประเทศ จนกระทั่งได้ใบเขียวอยู่ในมือ เวลาเดินทางคุณต้องใช้พาสปอร์ตไทยเดินทาง พาสปอร์ตไทยต้องมีอายุเหลืออย่างน้อยเกิน 6 เดือน ถ้าคุณที่มีพาสปอร์ตขาดแล้วขอให้ติดต่อสถานกงสุลไทยในอเมริกาและทำพาสปอร์ตแต่เนิ่นๆเพราะตอนนี้พาสปอร์ตรุ่นใหม่เป็นอีพาสปอร์ต และต้องส่งกลับไปทำที่เมืองไทยจึงใช้เวลาหลายสัปดาห์ เมื่อคุณถือใบเขียว คุณไม่ต้องมีวีซ่าเข้าอเมริกาอีกต่อไป ใบเขียวคือวีซ่าถาวร ใช้แสดงแทนวีซ่าเมื่อเดินทางเข้าอเมริกา
มีหลายวิธีที่อิมมิเกรชั่นรู้ว่าคุณอยู่เถื่อนและเป็นผลให้คุณอาจถูกตามจับช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับความร้ายแรงของการทำผิด ดังนี้
ผู้ถือวีซ่าท่องเที่ยว เมื่อคุณเดินทางกลับเจ้าหน้าที่สายการบินจะดึงบัตรขาเข้าออกจากพาสปอร์ตคุณและแจ้งไปที่อิมมิเกรชั่น ถ้าเจ้าหน้าที่ไม่มีบันทึกนี้ ก็จะสันนิษฐานก่อนเลยว่าคุณอยู่เกิน กรณีนี้ปัญหาน้อยเพราะคนที่ถือวีซ่าท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวอเมริกาปีละหลายล้านคน ไม่ค่อยจะมีเจ้าหน้าที่สนใจมาตามจับเรื่องนี้ นอกจากถ้ามีบางอย่างไปกระตุ้นให้เขาเพ่งเล็งเช่น คุณไปทำเรื่องขออยู่เที่ยวต่อ เรื่องถูกปฏิเสธ ทางอิมมิเกรชั่นจะมีเร็คคอร์ดว่าบัตรขาเข้าของคุณขาด และเพ่งเล็งว่าคุณเดินทางออกนอกประเทศหรือไม่ และอีกกรณีหนึ่งที่คาดไม่ถึง คือครอบครัว ลูก คู่สมรส ในเมืองไทยไปขอวีซ่าท่องเที่ยว ทางสถานทูตเช็คนามสกุลตรงกันรู้ว่า เคยออกวีซ่าท่องเที่ยวให้คุณและคุณเดินทางเข้าอเมริกาแต่ไม่มีเร็คคอร์ดเดินทางออก ทางสถานทูตอาจแจ้งไปทางอิมมิเกรชั่น
ผู้ถือวีซ่านักเรียน ตั้งแต่ 1 สิงหาคม 2003 ระบบ SEVIS เข้าที่ คือทางโรงเรียนที่ออก I-20 ให้นักเรียนต่างชาติต้องแจ้งเข้าไปที่อิมมิเกรชั่นถ้าคุณย้ายโรงเรียน ย้ายที่อยู่ ไม่ไปเรียน ไม่ลงทะเบียนเรียนตอนเปิดเทอม เป็นต้น ทางอิมมิเกรชั่นจะสันนิษฐานว่าคุณอยู่เถื่อน
โรบินฮู้ดแต่งงานยื่นเรื่องไม่ผ่าน เมื่อคุณยื่นเรื่องขอใบเขียวแต่งงานและเรื่องไม่ผ่าน ทางอิมมิเกรชั่นจะให้จดหมายคุณสั่งให้คุณเดินทางออกนอกประเทศ ถ้าคุณไม่ออก โอกาสที่เจ้าหน้าที่ตามจับสูงหรืออีกกรณีที่คุณเคยทำผิดกฎหมายอิมมิเกรชั่นแบบร้ายแรงมาก่อน หรือเคยถูกขับไล่มาก่อน เมื่อคุณยื่นเรื่องขอใบเขียว หลังคุณพิมพ์นิ้วมือ เจ้าหน้าที่จะรู้ว่าคุณมีประวัติเขาจะมาตามจับขณะยื่นเรื่อง (เพียงอยู่เถื่อนวีซ่าขาด จะไม่ถูกจับ)
มีคนไปแจ้ง ถ้ามีคนไปแจ้งอิมมิเกรชั่นว่าคุณอยู่เถื่อนหรือเคยทำผิดกฎอิมมิเกรชั่น ที่เห็นๆส่วนมากก็จะเป็นคนใกล้ชิด เช่น นายจ้าง เพื่อนร่วมงาน พาร์ทเน่อร์ธุรกิจ คนที่คุณขัดผลประโยชน์เขา คนที่คุณแต่งงานด้วย แฟนเก่า เป็นต้น (โถ! คนไทยด้วยกัน)
กระบวนการทางกฏหมาย
ตามสิทธิรัฐธรรมนูญภายใต้ บิล อ๊อฟ ไรท์ส (Bill of Rights) สิทธิเบื้องต้นใน 10 อเม็นด์เม๊นท์แรก ซึงคุ้มครองทุกคนที่อยู่ในอเมริกาไม่ว่าจะอยู่เถื่อนหรือไม่ ระบุว่าก่อนที่คุณจะถูกจับ คุณจะต้องได้รับโนติสก่อน คือแจ้งข้อกล่าวหา มีเวลาตอบหมายศาล มีทนาย และสามารถสู้คดีได้ เป็นต้น ซึ่งเมื่อก่อนนี้ เมื่อทางที่อิมมิเกรชั่นพยายามเสริฟโนติสหรือหมายศาลให้โรบินฮู้ด โรบินฮู้ดหนี อยู่ไม่เป็นที่ทาง ไม่สามารถหาตัวเสริฟโนติสโรบินฮู้ดได้ เมื่อโรบินฮู้ดขึ้นสาล ทนายจะสามารถอ้างละเมิดสิทธิเสมอ แต่ตั้งแต่หลังปี 2003 ทางอิมมิเกรชั่นรื้อฟื้นกฎที่ว่าคนต่างชาติทุกคน ที่เข้ามาในประเทศและอยู่เกิน 30 วัน ต้องแจ้งย้ายที่อยู่ไปที่อิมมิเกรชั่นภายใน 10 วันนับจากวันย้ายที่อยู่โดยกรอกฟอร์ม AR 11 ส่งไป ถ้าไม่แจ้งให้ถือว่ามีความผิด และข้อสำคัญคือ ทางอิมมิเกรชั่นจะถือที่อยู่ที่เขามีในเร็คคอร์ดเป็นที่อยู่ล่าสุดของคุณที่ทางอิมมิเกรชั่นใช้ติดต่อคุณ ฉะนั้นถ้าทางอิมมิเกรชั่นเสริฟโนติสคุณตามที่อยู่ล่าสุด และคุณไม่ได้รับโนติสนั้นเพราะหนีไปแล้วหรือ ??? ไม่สำคัญ เพราะถือว่าทางรัฐบาลได้ปฏิบัติตามกระบวนการทางกฎหมายแล้ว และไม่ได้ละเมิดสิทธิรัฐธรรมนูญของคุณ ฉะนั้นเมื่อเขาตามถึงตัวคุณได้ เขาจะสามารถจับตัวคุณและเนรเทศคุณได้เลย
เมื่ออิมมิเกรชั่นมาเคาะประตูบ้าน
เมื่อเจ้าหน้าที่อิมมิเกรชั่นนมาจับคุณถึงบ้าน และสิทธิรัฐธรรมนูญของคุณและคนอื่นที่อยู่ในบ้าน เพื่อช่วยไม่ให้คุณพูดมากไป หรือตอบคำถามในสิ่งที่ไม่ควรตอบ หรืออนุญาตให้เขาเข้าบ้านเป็นผลให้คนอื่นถูกจับไปด้วย ดังนี้
Search and Seizure Rights
ตามสิทธิรัฐธรรมนูญอเม็นด์เม๊นท์ข้อ 4 ห้ามเจ้าหน้าที่ค้น อายัด โดยไม่มีหมายค้นหรือข้อสงสัยพอเพียง เมื่อเจ้าหน้าที่มาถึงบ้านคุณ บ้านถือเป็นสถานที่ ที่มีไปรเวซี่สูงสุด เจ้าหน้าที่จะยืนอยู่แค่หน้าประตูบ้าน และถามหาคนที่เขามาจับ เจ้าหน้าที่ไม่มีสิทธิเข้าบ้านคุณได้นอกจากคุณจะอนุญาต เขาอาจขอเข้าไปข้างใน คุณบอกปฎิเสธได้ ไม่ต้องกลัว ถามเขาว่ามีหมายค้น “เซิร์ช วอแรนท์” (search warrant)ไหม เขาอาจตอบว่าไม่มี แต่เขากลับไปเอาได้ บอกเขาให้กลับไปเอา เขาจะเข้าไปไม่ได้ เจ้าหน้าที่อาจมองเข้าไปในบ้านคุณขณะคุณยืนแง้มประตู และเห็นสิ่งที่น่าสงสัยเช่น เขาถามคุณว่าอยู่กันกี่คน คุณบอกอยู่คนเดียว แต่เขาเห็นที่นอน หมอน เสื้อผ้าวางเต็มห้องรับแขก เป็นต้น เขาถามมากขึ้นๆจนคุณยอมรับ ก็จะเป็นปัญหาอีก หรือคุณอาจจมีชื่อโรบินฮู้ดคนอื่นๆ ที่อยู่ในบ้านคุณแปะติดอยู่ตรงตู้จดหมายนอกอพาร์ทเม๊นท์ เจ้าหน้าที่เห็นชื่อที่ตู้จดหมาย ได้เช็คประวัติเรียบร้อยก่อนมาเคาะประตูบ้าน เก๊าะจะแจ๊กพ็อตอีก
ถ้าคุณอนุญาตให้เจ้าหน้าที่เข้าบ้านคุณ เขาสามารถเช็คผิวเผินได้และเดินเข้าได้ทุกห้อง และถ้าคุณมีคนอื่นหรือโรบินฮู้ดคนอื่นอาศัยอยู่ในบ้านคุณ เขาสามารถถามข้อมูล ขอเช็คไอดี (I.D. Identification) เช็คสถานภาพได้ และถ้าผู้นั้นอยู่เถื่อน เขาสามารถจับตัวไปได้ ฉะนั้นมาจับคนเดียวแต่ได้หลายคน เป็นต้น
Rights against Self Incrimination
ตามสิทธิรัฐธรรมนูญอเม็นด์เม๊นท์ข้อ 5 คุณมีสิทธิที่จะไม่ตอบคำถามที่จะเป็นปรปักษ์ต่อตนเอง โดยทั่วไปเจ้าหน้าที่สามารถถามคำถามทั่วๆไปคุณได้ โดยไม่ต้องเตือนคุณว่าไม่ต้องตอบ ขอให้คุณตอบน้อยที่สุด คือถามคำ ตอบคำ ไม่ต้องรับอาสาตอบ หรืออธิบายมาก แต่ถ้าคุณไม่ต้องการตอบหรือคิดว่าถ้าตอบแล้วจะเป็นภัยต่อตัว คุณมีสิทธิปฏิเสธไม่ตอบได้ คุณบอกเขาว่าคุณต้องการถามทนายก่อนตอบ หรือถ้าคุณไม่เข้าใจคำถาม คุณบอกเขาว่าคุณไม่เข้าใจให้หาคนแปลมา กรณีนี้ระวังหน่อย เพราะเจ้าหน้าที่อาจถามต่อว่ามีใครอยู่ในบ้านที่รู้ภาษาและแปลได้ไหม (ซึ่งถ้ามีและคนนั้นเป็นโรบินฮู้ด ก็แจ๊กพ็อตอีก) ฉะนั้น คุณต้องสำรวจสถานการของคุณเอง แต่ละเวลาแต่ละสถานการณ์จะต่างกัน ขอให้คุณระวังคำพูด
เหตุการณ์ที่หนึ่งเจ้าหน้าที่อิมมิเกรชั่นมาเคาะประตูอพาร์ทเม๊นท์ คนในบ้านผู้ชายเปิดรับ เจ้าหน้าที่ถามหาผู้หญิงซึ่งเคยอยู่ที่นั่นมาก่อนและได้ย้ายออกไปแล้ว ผู้ชายตอบว่าไม่มีคนชื่อนี้อยู่ เจ้าหน้าที่ขอเช็คพาสปอร์ตและ I-20 ของผู้ชายปรากฎว่าระหว่างเช็ค ได้ยินเสียงรูมเม็ทผู้หญิงอาบน้ำอยู่ข้างในอพาร์ทเม๊นท์ เจ้าหน้าที่จึงถือโอกาสเข้าไปในอพาร์ทเม๊นท์และเคาะประตูห้องน้ำเรียกให้ผู้หญิงออกมา เจ้าหน้าที่สามารถทำอย่างนั้นได้ เพราะเขาอาจตั้งข้อสงสัยได้ว่า ผู้หญิงที่เขามาตามตัวอาจเป็นรูมเมทหลบซ่อนอยู่ในห้องน้ำ หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ขอเช็คพาสปอร์ต วีซ่าและสถานภาพ ซึ่งในเหตุดารณ์นี้ทั้งสองเป็นนักเรียนอยู่อย่างถูกต้องและวีซ่าไม่ขาด แต่เจ้าหน้าที่ไม่หยุดตรงนั้น ได้ไต่สวนและถามต่อว่า ทั้งสองทำงานหรือเปล่า ทันทีที่ยอมรับว่าทำงาน ซึ่งผิดกฎวีซ่านักเรียน ทั้งสองถูกจับและต้องไปขึ้นศาลภายหลังวิธีปกป้องเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นได้ง่าย โดยเฉพาะคนไทยที่เพิ่งมาอยู่อเมริกา ยังไม่มีเครดิตและไม่สามารถเช่าอพาร์ทเม๊นท์ได้ด้วยตนเอง หรือบางทีต้องแชร์กับรูมเมทคนอื่น หลายคนก็อาจเช่าช่วงต่อจากคนไทยคนอื่นที่ย้ายออกไปแล้ว ถ้าอิมมิเกรชั่นมาจับคนที่เคยอยู่ที่บ้าน คนที่อยู่ปัจจุบันก็จะโดนร่างแหไปด้วย
วิธีปกป้อง คือพยายามอย่าเช่าช่วงบ้านหรืออพาร์ทเม๊นท์ต่อจากคนอื่น พยายามเช่าที่อยู่ด้วยตนเอง ถ้าคุณไม่มีเครดิต คุณยังเช่าได้โดยอาจต้องวางมัดจำสองเดือนแทนที่จะเป็น 1 เดือน และบอกเจ้าของบ้านว่าถ้าคุณจ่ายตรงเวลา 6 เดือนแรก คูณขอมัดจำที่วางเกิน 1 เดือนคืน เป็นต้น โดยเฉพาะช่วงนี้เป็นช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ คุณสามารถต่อรองกับเจ้าของอพาร์ทเม๊นท์ตอนเช่าบ้านได้
เหตุการณ์ที่สองลูกเพื่อนจะมาเรียนหนังสือในเมกา ขอยืมใช้ที่อยู่คุณในเมกากรอกตอนยื่นเรื่องขอวีซ่านักเรียน หลังได้วีซ่าเด็กมาเมกาพักบ้านคุณได้ 1 เดือนและย้ายออกไปอยู่ไหนไม่ทราบ ต่อมาอีก 1-2 ปีต่อมา คุณมีน้องมาวีซ่าท่องเที่ยวจากเมืองไทยมาช่วยทำงานในร้านอาหาร น้องปล่อยให้วีซ่าขาดเป็นพ่อครัวอยู่ร้านอาหาร วันหนึ่งเจ้าหน้าที่อิมมิเกรชั่นมาเคาะประตูตามจับเด็กลูกเพื่อน เพราะเด็กไม่ไปเรียนหนังสือ น้องชายเปิดประตูบาน เลยแจ๊คพ็อท ถูกเจ้าหน้าที่ขอเช็คพาสปอร์ตและวีซ่า ซึ่งขาดเรียบร้อยแล้ว เลยถูกส่งกลับ วิธีปกป้องเหตุการณ์เกิดขึ้นเนื่องจากปัจจุบัน ผู้ถือวีซ่านักเรียน ถ้าขาดเรียนเพียงหนึ่งเทอม ทางโรงเรียนจะแจ้งไปที่อิมมิเกรชั่น อิมมิเกรชั่นจะตามจับโดยไปหาตัวตามที่อยู่ล่าสุดที่เขามี ในที่นี้อาจเป็นที่อยู่ที่เด็กกรอกตอนขอวีซ่าหรือที่อยู่ที่เด็กแจ้งในใบสมัครเข้าเรียน ถ้าเด็กไม่เคยแจ้งย้ายที่อยู่ทางอิมมิเกรชั่นจะตามไปตามที่อยู่ที่เขามี ตั้งแต่หลังเหตุการณ์ 9/11 ปี 2001 กฎหมายอิมมิเกรชั่นเข้มงวดมากขึ้น โรงเรียนที่ได้อนุมัติให้ออก I-20 ได้ตกอยู่ภายใต้ระบบ SEVIS คือมีหน้าที่ต้องแจ้งอิมมิเกรชั่นทุกครั้งที่ผู้เด็กมีการเปลี่ยนแปลง เช่น ย้ายโรงเรียน ย้ายที่อยู่ เด็กทำงาน หรือไม่มาเรียนหนังสือ เป็นต้น คุณสามารถปกป้องได้คือ ในกรณีนี้ตอนลูกเพื่อนย้ายออกจากบ้านคุณ คุณต้องให้เขากรอกฟอร์ม AR-11 แจ้งย้ายที่อยู่ไปที่อิมมิเกรชั่น ตามกฎคนต่างชาติทุกคนที่ไม่ได้เป็นซิติเซ่นต้องแจ้งย้ายที่อยู่ไปที่อิมมิเกรชั่นภายใน 10 วัน คุณสามารถดึงฟอร์ม AR-11 จาก http://www.uscis.gov/ และในอนาคตอย่าให้คนอื่นยืมที่อยู่คุณไปใช้ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ
source : www.rujirat.com
IMMEGRATION !!
พูดถึงสถิติที่อิมมิเกรชั่นตามจับโรบินฮู้ดตามที่ทำงานเพิ่มมากขึ้น11% กว่าปีที่แล้ว เพราะตั้งแต่ปี 2003 รัฐบาลได้แยกอิมมิเกรชั่นออกเป็นสามแผนก คือ
(1) แผนกเอกสารเรียกย่อๆ ว่า USCIS ย่อมาจาก United States of Citizenship and Immigration Services
(2) แผนกศุลกากรและตรวจชายแดน เรียก CBP ย่อมาจาก Customs and Border Patrol ทำหน้าที่คล้ายเจ้าหน้าที่ศุลการักษ์และเจ้าหน้าที่ตรวจชายแดน
(3)แผนกปฏิบัติหรือ “เอ็นฟอร์ซเม๊นท์” คือแผนกจับคนทำผิดฎหมายอิมมิเกรชั่น เรียกย่อว่า ICE ย่อมาจาก Immigration and Custom Enforcement เวลาไอ๊ซ์บุกจับจะใช้คำว่า “ไอ๊ซ์ เหรด” (ICE raids คำว่า “เหรด” แปลตรงตัวว่า “บุก”)
ทางรัฐบาลได้เพิ่มงบและจ้างเจ้าหน้าที่แผนกจับนี้มากขึ้น เพราะตั้งแต่คองเกรสถกกันเรื่องจะออกกฎหมายใหม่ “เกสท์ เวิ็ร์คเค่อร์” โดยออกวีซ่าให้โรบินฮู้ดทำงานอย่างถูกต้อง แต่ก่อนที่จะผ่านกฎหมายฉบับนี้ มีสิ่งแลกเปลี่ยนคือ ทางสภาต้องการเห็นรัฐบาลเอาจริงกับพวกโรบินฮู้ดที่อยู่เถื่อนและลักลอบทำงานเถื่อน ฉะนั้นไอ๊ซ์จึงทำงานหนักและโชว์ผลงาน
ผู้ถือใบเขียวถูกเนรเทศข่าวที่ลงในหนังสือพิมพ์ ฉบับวันที่ 18 November 2007 มีดังนี้ คือนายเปรโดอายุ 54 ปี ชาวฟิลิปปินส์ปัจจุบันเป็นหมออยู่รัฐเพนซิลเวเนีย ภรรยาชื่อนางซัลวาซิออน ชาวฟิลิปปินส์เป็นเจ้าของร้านโกรเซอรี่ ทั้งสองถือใบเขียวและอยู่ในอเมริกากว่า 20 ปี ทั้งสองกำลังถูกอิมมิเกรชั่นดำเนินเรื่องเนรเทศ เรื่องราวดังนี้คือ ในปี 1978 ขณะที่ทั้งสองยังโสด แม่ของผู้ชายแอ็พพลายใบเขียวให้นายเปรโด และแม่ผู้หญิงแอ็พพลายใบเขียวให้นาง(สาว)ซัลวาซิออน ในกรุ๊บเพร็ฟเฟอเร็นซ์ลูกไม่สมรส ก่อนได้ใบเขียวทั้งสองได้จดทะเบียนสมรสกันปี 1980 หลังจากนั้นปี 1982 นางซัลวาซิออนได้ใบเขียว วันไปสัมภาษณ์เธอแจ้งกงสุลว่าตนยังโสด เธอบินเข้ามาอยู่อเมริกาปี 1982 ส่วนนายเปโดรวันไปสัมภาษณ์แจ้งสถานทูตว่าตนยังไม่ได้สมรสเช่นกัน และได้ใบเขียวปี 1984 นายเปรโดและนางซัลวาซิออนได้ยื่นเรื่องทำซิติเซ่นปี 1990 เรื่องไม่ผ่าน เพราะอิมมิเกรชั่นได้พบว่าตอนที่ทั้งสองได้ใบเขียว ทั้งสองคนได้จดทะเบียนสมรสแล้ว และไม่ได้แจ้งให้สถานทูตรู้ว่าตนแต่งงานแล้ว อิมมิเกรชั่นจึงดำเนินเรื่องเนรเทศทั้งสอง และทั้งสองได้ต่อสู้มาจนปัจจุบัน ซึ่งวันศุกร์ที่ 23 พ.ย. หลัง Thanksgiving นี้ทั้งสองมีนัดไปอิมมิเกรชั่น เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า บางครั้งเรื่องที่คุณโกหกไว้นานจนคุณเองก็ลืม มันสามารถกลับมาหลอนคุณได้ในอนาคต
ดรีมแอ็กท์ ฝันสลาย อีกเรื่องหนึ่งที่เป็นข่าวคือ นายฮูลิโอ โกเมซ ชาวโคลัมเบียนพาครอบครัว ภรรยา และลูกเล็กๆ อายุ 1 และ 3 ขวบ เข้ามาอเมริกาเมื่อปี1990 ภายหลังได้ยื่นเรื่องไปที่อิมมิเกรชั่นขอใบเขียวลี้ภัยการเมือง แต่เรื่องไม่ผ่าน หลังจากนั้นทางอิมมิเกรชั่นดำเนินเรื่องเนรเทศทั้งครอบครัวและสั่งให้ออกนอกประเทศภายในปี 2003 แต่ทั้งครอบครัวไม่กลับและได้ย้ายที่อยู่ไปอยู่รัฐฟลอริด้า ปัจจุบันลูกชายอายุ 18 และ 20 ปีคนหนึ่งอยู่ไฮสกูล อีกคนพึ่งจบไฮสกูลได้เกียรตินิยมและกำลังเข้าคอลเลจได้ เมื่อเดือนที่แล้ว “ไอซ์”ไปจับทั้งครอบครัวถึงบ้าน ขณะครอบครัวถูกจับและถูกใส่กุญแจมือ ลูกชายคนโตได้ “เท็กซท์ แมซเส็จ” (Text message) ไปถึงเพื่อนบอกเพื่อนว่าตนกำลังถูกอิมมิเกรชั่นจับ เมื่อเพื่อนๆได้เท็กซ์ ก็ได้ตั้งแคมเปญร้องเรียนไปที่คองเกรสและลงเรื่องของครอบครัวนี้บนเว๊บ Facebook.com เรื่องก็เลยดังขึ้นมา เป็นข่าวใหญ่ออกรายการ CNN ครอบครัวได้รับความเห็นใจมากมายจากสาธารณชน อิมมิเกรชั่นได้รับความกดดันจากสาธารณชนและคองเกรสมาก เลยยอมเลื่อนเวลาให้เด็กสองคนอยู่ในอเมริกา รอเรื่องเนรเทศอยู่ก่อนถึงปี 2009 ซึ่งคาดว่าจะมีการโหวดร่างกฎหมาย “ดรีม แอ็กท์” (DREAM Act) ถ้ากฎหมายนี้ผ่านเด็กสองคนเข้าข่าย ดรีมแอ็กท์ เด็กจะได้วีซ่าอยู่เรียนต่อและได้ใบเขียวภายหลัง ส่วนพ่อแม่เด็ก นายและนางโกเมซ ถูกอิมมิเกรชั่นจับตัวส่งกลับโคลัมเบียเรียบร้อยแล้วเมื่อต้นเดือน พ.ย. นี้
source : www.rujirat.com
(1) แผนกเอกสารเรียกย่อๆ ว่า USCIS ย่อมาจาก United States of Citizenship and Immigration Services
(2) แผนกศุลกากรและตรวจชายแดน เรียก CBP ย่อมาจาก Customs and Border Patrol ทำหน้าที่คล้ายเจ้าหน้าที่ศุลการักษ์และเจ้าหน้าที่ตรวจชายแดน
(3)แผนกปฏิบัติหรือ “เอ็นฟอร์ซเม๊นท์” คือแผนกจับคนทำผิดฎหมายอิมมิเกรชั่น เรียกย่อว่า ICE ย่อมาจาก Immigration and Custom Enforcement เวลาไอ๊ซ์บุกจับจะใช้คำว่า “ไอ๊ซ์ เหรด” (ICE raids คำว่า “เหรด” แปลตรงตัวว่า “บุก”)
ทางรัฐบาลได้เพิ่มงบและจ้างเจ้าหน้าที่แผนกจับนี้มากขึ้น เพราะตั้งแต่คองเกรสถกกันเรื่องจะออกกฎหมายใหม่ “เกสท์ เวิ็ร์คเค่อร์” โดยออกวีซ่าให้โรบินฮู้ดทำงานอย่างถูกต้อง แต่ก่อนที่จะผ่านกฎหมายฉบับนี้ มีสิ่งแลกเปลี่ยนคือ ทางสภาต้องการเห็นรัฐบาลเอาจริงกับพวกโรบินฮู้ดที่อยู่เถื่อนและลักลอบทำงานเถื่อน ฉะนั้นไอ๊ซ์จึงทำงานหนักและโชว์ผลงาน
ผู้ถือใบเขียวถูกเนรเทศข่าวที่ลงในหนังสือพิมพ์ ฉบับวันที่ 18 November 2007 มีดังนี้ คือนายเปรโดอายุ 54 ปี ชาวฟิลิปปินส์ปัจจุบันเป็นหมออยู่รัฐเพนซิลเวเนีย ภรรยาชื่อนางซัลวาซิออน ชาวฟิลิปปินส์เป็นเจ้าของร้านโกรเซอรี่ ทั้งสองถือใบเขียวและอยู่ในอเมริกากว่า 20 ปี ทั้งสองกำลังถูกอิมมิเกรชั่นดำเนินเรื่องเนรเทศ เรื่องราวดังนี้คือ ในปี 1978 ขณะที่ทั้งสองยังโสด แม่ของผู้ชายแอ็พพลายใบเขียวให้นายเปรโด และแม่ผู้หญิงแอ็พพลายใบเขียวให้นาง(สาว)ซัลวาซิออน ในกรุ๊บเพร็ฟเฟอเร็นซ์ลูกไม่สมรส ก่อนได้ใบเขียวทั้งสองได้จดทะเบียนสมรสกันปี 1980 หลังจากนั้นปี 1982 นางซัลวาซิออนได้ใบเขียว วันไปสัมภาษณ์เธอแจ้งกงสุลว่าตนยังโสด เธอบินเข้ามาอยู่อเมริกาปี 1982 ส่วนนายเปโดรวันไปสัมภาษณ์แจ้งสถานทูตว่าตนยังไม่ได้สมรสเช่นกัน และได้ใบเขียวปี 1984 นายเปรโดและนางซัลวาซิออนได้ยื่นเรื่องทำซิติเซ่นปี 1990 เรื่องไม่ผ่าน เพราะอิมมิเกรชั่นได้พบว่าตอนที่ทั้งสองได้ใบเขียว ทั้งสองคนได้จดทะเบียนสมรสแล้ว และไม่ได้แจ้งให้สถานทูตรู้ว่าตนแต่งงานแล้ว อิมมิเกรชั่นจึงดำเนินเรื่องเนรเทศทั้งสอง และทั้งสองได้ต่อสู้มาจนปัจจุบัน ซึ่งวันศุกร์ที่ 23 พ.ย. หลัง Thanksgiving นี้ทั้งสองมีนัดไปอิมมิเกรชั่น เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า บางครั้งเรื่องที่คุณโกหกไว้นานจนคุณเองก็ลืม มันสามารถกลับมาหลอนคุณได้ในอนาคต
ดรีมแอ็กท์ ฝันสลาย อีกเรื่องหนึ่งที่เป็นข่าวคือ นายฮูลิโอ โกเมซ ชาวโคลัมเบียนพาครอบครัว ภรรยา และลูกเล็กๆ อายุ 1 และ 3 ขวบ เข้ามาอเมริกาเมื่อปี1990 ภายหลังได้ยื่นเรื่องไปที่อิมมิเกรชั่นขอใบเขียวลี้ภัยการเมือง แต่เรื่องไม่ผ่าน หลังจากนั้นทางอิมมิเกรชั่นดำเนินเรื่องเนรเทศทั้งครอบครัวและสั่งให้ออกนอกประเทศภายในปี 2003 แต่ทั้งครอบครัวไม่กลับและได้ย้ายที่อยู่ไปอยู่รัฐฟลอริด้า ปัจจุบันลูกชายอายุ 18 และ 20 ปีคนหนึ่งอยู่ไฮสกูล อีกคนพึ่งจบไฮสกูลได้เกียรตินิยมและกำลังเข้าคอลเลจได้ เมื่อเดือนที่แล้ว “ไอซ์”ไปจับทั้งครอบครัวถึงบ้าน ขณะครอบครัวถูกจับและถูกใส่กุญแจมือ ลูกชายคนโตได้ “เท็กซท์ แมซเส็จ” (Text message) ไปถึงเพื่อนบอกเพื่อนว่าตนกำลังถูกอิมมิเกรชั่นจับ เมื่อเพื่อนๆได้เท็กซ์ ก็ได้ตั้งแคมเปญร้องเรียนไปที่คองเกรสและลงเรื่องของครอบครัวนี้บนเว๊บ Facebook.com เรื่องก็เลยดังขึ้นมา เป็นข่าวใหญ่ออกรายการ CNN ครอบครัวได้รับความเห็นใจมากมายจากสาธารณชน อิมมิเกรชั่นได้รับความกดดันจากสาธารณชนและคองเกรสมาก เลยยอมเลื่อนเวลาให้เด็กสองคนอยู่ในอเมริกา รอเรื่องเนรเทศอยู่ก่อนถึงปี 2009 ซึ่งคาดว่าจะมีการโหวดร่างกฎหมาย “ดรีม แอ็กท์” (DREAM Act) ถ้ากฎหมายนี้ผ่านเด็กสองคนเข้าข่าย ดรีมแอ็กท์ เด็กจะได้วีซ่าอยู่เรียนต่อและได้ใบเขียวภายหลัง ส่วนพ่อแม่เด็ก นายและนางโกเมซ ถูกอิมมิเกรชั่นจับตัวส่งกลับโคลัมเบียเรียบร้อยแล้วเมื่อต้นเดือน พ.ย. นี้
source : www.rujirat.com
ว่าด้วยเรื่อง "หย่า"
หย่าแล้วแต่งงานได้เมื่อไร
เมื่อการหย่าสิ้นสุดลงปุ๊บ คุณแต่งใหม่ได้เลย (พูดถึงหย่าในอเมริกาตามกฎหมายท้องถิ่น ไม่ใช่หย่าที่กงสุลไทยในอเมริกา) คุณต้องให้แน่ใจว่าการหย่าของคุณ Fianl หรือสิ้นสุดลงแล้ว
หย่ากงสุล
หย่ากงสุลมักเป็นปัญหากับกฎหมายอิมมิเกรชั่นในการทำใบเขียวแต่งงาน แต่ตามจริงแล้วหย่ากงสุลถือว่าถูกต้องตามกฎหมายไทยและกฎหมายในอเมริกา ถ้าคู่สมรสคนหนึ่งเป็นคนไทย ถือสัญชาติไทย แต่ทางอิมมิเกรชั่นหรือทางสถานทูตอเมริกันในเมืองไทย (กรณียื่นทำใบเขียวแต่งงานในเมืองไทย) มักจะไม่ชอบและเพ่งเล็งว่าเป็นการหย่าที่คุณจะพยายามลัดระบบให้เร็วที่สุดเพื่อทำใบเขียวหรือเปล่า หย่าแบบนี้เรียก Quicky Divorce
ตามคดีก่อนๆหรือ Case law อิมมิเกรชั่นได้ตัดสินไว้ว่า อิมมิเกรชั่นยอมรับการหย่าจากรัฐอื่น หรือหย่ากงสุล ถ้าตราบใดที่รัฐหรือเมือง/เขตที่คุณจดทะเบียนแต่งงานใหม่ยอมรับการหย่านั้นๆ ว่าถูกกฎหมาย
คำถามว่าหย่าปุ๊บแต่งงานทันทีน่าเกลียดไหม ถ้าเป็นหย่ากงสุล ก็น่าเกลียด ไม่แนะนำให้ทำ
อยู่ด้วยกันแต่ไม่จดทะเบียนต้องหย่าหรือไม่
การอยู่ด้วยกันฉันสามีภรรยาแต่ไม่จดทะเบียนสมรสเรียก Commonlaw marriage
ในอเมริกามีบางรัฐที่รับ Commonlaw marriage ว่าถูกต้องตามกฎหมายคือ Alabama, Colorado, District of Columbia, Iowa, Kansas, Montana, Oklahoma, Rhode Island, South Carolina, Texas, Utah, Georgia, Idaho, Ohio, Pennsylvania ฉะนั้นถ้าคุณเคยอยู่กินกับแฟนในรัฐเหล่านี้ คุณอาจจะถือว่าแต่งงานถูกต้องตามกฎหมายโดยไม่รู้ตัว ถ้าอีกฝ่ายยื้อยุดกับคุณและอาจสร้างปัญหาให้คุณในอนาคต ขอแนะนำให้คุณทำเรื่องหย่าขาดจากกันก่อนแต่งงานใหม่และทำใบเขียว จะได้ไม่พบปัญหาภายหลัง
หย่าเวกัส
หลายคนที่อยู่รัฐคาลิฟอร์เนียแต่ขี้เกียจคอยนาน เพราะกฎหมายหย่ารัฐคาลิฟอร์เนีย ใช้เวลาคอยนาน 6 เดือนกว่าจะหย่าเสร็จ และ residency requirement ต้อง 6 เดือน หลายคนจะข้ามไปหย่าที่ลาสเวกัส รัฐเนวาด้า เพราะรัฐเนวาด้า residency requirement เพียง 6 สัปดาห์ (โดยไม่ต้องแสดงหลักฐาน เพียงระบุว่าอยู่ในรัฐ มีที่อยู่ให้ก็มักจะพอ) และระยะคอย waiting period เพียง 1-2 สัปดาห์ หลายคนจ้างทนายในคาลิฟอร์เนียทำหย่าเวกัสโดยไม่เคยไปอยู่รัฐเนวาด้ามาก่อน อันนี้ทำไม่ถูก และอิมมิเกรชั่นมักเพ่งเล็งการหย่าแบบเร็วๆ แต่ถ้าคุณโชว์ได้ว่าคุณอยู่เวกัสมาก่อนและภายหลังย้ายกลับมาอยู่คาลิฟอร์เนียก็ถือว่าถูกต้อง
หย่าเมื่อคู่สมรสอยู่เมืองไทย
หลายคนที่จดทะเบียนในเมืองไทย เมื่อมาอเมริกาก่อนแต่งงานใหม่ ทำใบเขียว คุณต้องทำเรื่องหย่าก่อนให้สิ้นสุดก่อน เพราะการจดทะเบียนในเมืองไทยถือว่าถูกต้องตามกฎหมาย คุณสามารถยื่นเรื่องหย่าไปที่เมืองไทยได้ โดยให้ทนายไทยที่เมืองไทยทำเรื่องให้ผ่านศาล โดยคุณไม่ต้องเดินทางกลับไปเมืองไทย หรือขอให้คู่สมรสในไทยทำเรื่องหย่าส่งมาให้คุณ ถ้ายินยอมตกลงกันด้วยดีทั้งสองฝ่าย คุณควรหย่าสิ้นสุดประมาณ 4 เดือน
source : www.rujirat.com
เมื่อการหย่าสิ้นสุดลงปุ๊บ คุณแต่งใหม่ได้เลย (พูดถึงหย่าในอเมริกาตามกฎหมายท้องถิ่น ไม่ใช่หย่าที่กงสุลไทยในอเมริกา) คุณต้องให้แน่ใจว่าการหย่าของคุณ Fianl หรือสิ้นสุดลงแล้ว
หย่ากงสุล
หย่ากงสุลมักเป็นปัญหากับกฎหมายอิมมิเกรชั่นในการทำใบเขียวแต่งงาน แต่ตามจริงแล้วหย่ากงสุลถือว่าถูกต้องตามกฎหมายไทยและกฎหมายในอเมริกา ถ้าคู่สมรสคนหนึ่งเป็นคนไทย ถือสัญชาติไทย แต่ทางอิมมิเกรชั่นหรือทางสถานทูตอเมริกันในเมืองไทย (กรณียื่นทำใบเขียวแต่งงานในเมืองไทย) มักจะไม่ชอบและเพ่งเล็งว่าเป็นการหย่าที่คุณจะพยายามลัดระบบให้เร็วที่สุดเพื่อทำใบเขียวหรือเปล่า หย่าแบบนี้เรียก Quicky Divorce
ตามคดีก่อนๆหรือ Case law อิมมิเกรชั่นได้ตัดสินไว้ว่า อิมมิเกรชั่นยอมรับการหย่าจากรัฐอื่น หรือหย่ากงสุล ถ้าตราบใดที่รัฐหรือเมือง/เขตที่คุณจดทะเบียนแต่งงานใหม่ยอมรับการหย่านั้นๆ ว่าถูกกฎหมาย
คำถามว่าหย่าปุ๊บแต่งงานทันทีน่าเกลียดไหม ถ้าเป็นหย่ากงสุล ก็น่าเกลียด ไม่แนะนำให้ทำ
อยู่ด้วยกันแต่ไม่จดทะเบียนต้องหย่าหรือไม่
การอยู่ด้วยกันฉันสามีภรรยาแต่ไม่จดทะเบียนสมรสเรียก Commonlaw marriage
ในอเมริกามีบางรัฐที่รับ Commonlaw marriage ว่าถูกต้องตามกฎหมายคือ Alabama, Colorado, District of Columbia, Iowa, Kansas, Montana, Oklahoma, Rhode Island, South Carolina, Texas, Utah, Georgia, Idaho, Ohio, Pennsylvania ฉะนั้นถ้าคุณเคยอยู่กินกับแฟนในรัฐเหล่านี้ คุณอาจจะถือว่าแต่งงานถูกต้องตามกฎหมายโดยไม่รู้ตัว ถ้าอีกฝ่ายยื้อยุดกับคุณและอาจสร้างปัญหาให้คุณในอนาคต ขอแนะนำให้คุณทำเรื่องหย่าขาดจากกันก่อนแต่งงานใหม่และทำใบเขียว จะได้ไม่พบปัญหาภายหลัง
หย่าเวกัส
หลายคนที่อยู่รัฐคาลิฟอร์เนียแต่ขี้เกียจคอยนาน เพราะกฎหมายหย่ารัฐคาลิฟอร์เนีย ใช้เวลาคอยนาน 6 เดือนกว่าจะหย่าเสร็จ และ residency requirement ต้อง 6 เดือน หลายคนจะข้ามไปหย่าที่ลาสเวกัส รัฐเนวาด้า เพราะรัฐเนวาด้า residency requirement เพียง 6 สัปดาห์ (โดยไม่ต้องแสดงหลักฐาน เพียงระบุว่าอยู่ในรัฐ มีที่อยู่ให้ก็มักจะพอ) และระยะคอย waiting period เพียง 1-2 สัปดาห์ หลายคนจ้างทนายในคาลิฟอร์เนียทำหย่าเวกัสโดยไม่เคยไปอยู่รัฐเนวาด้ามาก่อน อันนี้ทำไม่ถูก และอิมมิเกรชั่นมักเพ่งเล็งการหย่าแบบเร็วๆ แต่ถ้าคุณโชว์ได้ว่าคุณอยู่เวกัสมาก่อนและภายหลังย้ายกลับมาอยู่คาลิฟอร์เนียก็ถือว่าถูกต้อง
หย่าเมื่อคู่สมรสอยู่เมืองไทย
หลายคนที่จดทะเบียนในเมืองไทย เมื่อมาอเมริกาก่อนแต่งงานใหม่ ทำใบเขียว คุณต้องทำเรื่องหย่าก่อนให้สิ้นสุดก่อน เพราะการจดทะเบียนในเมืองไทยถือว่าถูกต้องตามกฎหมาย คุณสามารถยื่นเรื่องหย่าไปที่เมืองไทยได้ โดยให้ทนายไทยที่เมืองไทยทำเรื่องให้ผ่านศาล โดยคุณไม่ต้องเดินทางกลับไปเมืองไทย หรือขอให้คู่สมรสในไทยทำเรื่องหย่าส่งมาให้คุณ ถ้ายินยอมตกลงกันด้วยดีทั้งสองฝ่าย คุณควรหย่าสิ้นสุดประมาณ 4 เดือน
source : www.rujirat.com
Subscribe to:
Posts (Atom)